เที่ยวภูกระดึงแบบครบๆมันส์ๆ 4 วัน 3 คืน พร้อมแนะนำจุดถ่ายภาพ

4078

หลายเดือนก่อนเพื่อนที่เรียนมัธยมด้วยกันที่ตรังทักแชทมาชวนไปเที่ยวภูกระดึงไหมปลาย พ.ย. นี้ ผมรีบตอบกลับไปว่า “ไม่ไปโว้ยยยย งานเยอะมาก” และคำชวนของเพื่อนยังกวนใจสายเที่ยวอย่างผมอยู่ตลอด ถ้าไม่ไปตอนนี้จะไปตอนไหน? ไปกับแกงค์เพื่อนๆ ก็น่าจะมันส์  อีกอย่างนายตั้มคนชวนก็คุ้นเคยกับที่นั่นดีเพราะไปทำงานที่นั่นหลายปี และจากที่ดูรีวิวภูกระดึงมีที่เดียวเยอะมาก ไปเองอาจหลง และเที่ยวไม่ครบ หรือต้องวางแผนกันนาน เลยตัดสินใจรีบเคลียร์งาน และเกาะเพื่อนไปด้วย ไม่ต้องคิดไรเยอะ สบาย ฮ่าาๆๆๆ

จองตั๋วเครื่องบินจากตรังไปกรุงเทพ ผ่านทาง Traveloka เพราะว่าจองง่าย สะดวก รวดเร็ว นอกจากนั้น ผมยังได้ตั๋วเครื่องบินกลับตรัง ในราคาที่ประหยัด ที่สำคัญราคาที่เห็นก็ไม่มีบวกเพิ่ม เวลาจ่ายเงินก็ง่าย ไม่ต้องมีบัตรเครดิตก็จองได้ และนั่งรถทัวร์จาก กทม ไป จ.เลย ขากลับ ก็นั่งรถมาขอนแก่นแล้ว สำหรับการบินกลับจากขอนแก่น กลับกรุงเทพฯ ก็จองตั๋วเครื่องบินขอนแก่นผ่าน Traveloka เช่นกัน ซึ่งคราวนี้ก็สะดวกสบายเช่นเดิม แค่คลิก และเลือกไฟท์จากขอนแก่นกลับกรุงเทพ ก็ได้ตั๋วราคาถูก ภายในเวลาไม่กี่นาที

เรานัดเจอกันที่หมอชิตเพื่อนั่งรถทัวร์ไปพร้อมกันรอบ 4 ทุ่ม ไปถึง ประมาณ ตี 4 จอดร้านเจ๊กิม กินข้าว ล้างหน้าแปรงฟันที่ร้านเจ๊กิม และเหมารถแดงไปภูกระดึงจากที่ร้าน 300 บาท ปกติ คนละ 30 บาท

เมื่อถึงภูกระดึงเอาสัมภาระให้ลูกหาบแล้วเราก็เดินขึ้นภูกระดึงกันเลย

ระหว่างทาง 5 กิโลกว่าไม่ค่อยมีวิวสวยๆให้ถ่ายมากนัก ก็จับเพื่อนๆมาเป็นนางแบบนี่แหละ

ที่ซำกกโดนสามารถมองเห็นวิวได้ ก็ถ่ายกลับมาซะหน่อย

หลังจากเดิน 5 กิโลกว่า เราก็มาถึงหลังแป ถ่ายรูปกับป้ายมาซะหน่อย ปกติจะใช้เวลาประมาณ 4 ชม. เราใช้เวลาไป 6-7 ชม. เดินชิวๆ แวะกินทุก ซำเลย จะมีร้านค้าเกือบทุกซำครับ

ตรงหลังแปก็มีวิวสวยๆ และมีต้นสนมากมายสามารถถ่ายรูป portrait กันได้

แต่การเดินทางยังไม่จบนะครับ มาถึงหลังแป คือสิ้นสุดการขึ้นเนินแล้ว แต่เราต้องเดินทางกันไปต่อ 3 กิโล ไปยังศูนย์บริการหรือลานกางเตนท์ เป็นทางราบสบายๆ ก็เดินกันไปชิวๆ

แวะถ่ายรูปกันไป สายชิว ไม่ต้องรีบ

ระหว่างทางก็มีต้นสน และผลของมันที่รูปร่างสวยงาม

เราพักกันที่บ้านพักอุทยานครับ พัก 3 คืน ประมาณ 7 พันบาท ตกประมาณคนละ 300 บาทต่อคนต่อคืน ที่พักอยู่ในระดับโอเคครับ มีเครื่องทำน้ำอุ่น ถ้าใครกางเตนท์ก็อาจต้องทนอาบน้ำเย็นๆกันนะ ฮ่าๆๆ

ถ่ายหน้าบ้านพักซะหน่อย ในบ้านพักดูในวีดีโอได้เลยครับ

เข้าที่พักเคลียร์ตัวเองกันเรียบร้อยบ่ายสามกว่า เราก็เดินไปยังผาหมากดูก จุดชมดวงอาทิตย์ตกที่สวยอีกจุดนึง มาถึงแล้วก็มีร้านค้าเช่นเคย อาหารยิ่งสูงยิ่งแพงครับ น้ำเปล่าปกติ 7 บาทที่นี่ 35 บาท มาม่า 50 บาท อาหารจานละ 60 บาท เป็นต้น แต่กล้วยฉาบที่ ผาหมากดูกอร่อยมาก 35 บาทมั้งถ้าจำไม่ผิด

มารอดวงอาทิตย์ตกกันครับ

เย็นวันศุกร์ คนรอกันแน่นเลย มีที่ให้ผมวางขาตั้งกล้องซะหน่อยไหมคร๊าฟฟฟ

ไม่มีเราก็ไปเดินหาวิวส่วนตัวก็ได้

สวยงามไม่แพ้กัน วิวนี้เดินมาทางซ้ายจากจุดที่เขาไปยืนกันเยอะๆครับ

มาหลายคนจะฮาๆ มันส์ๆ แต่มาเป็นคู่ก็น่าจะโรแมนติกดี จากนั้นก็กลับที่พักไปนอนครับ ขากลับจะมืดๆ สิ่งสำคัญคือไฟฉาย ที่ศูนย์บริการจะสามารถชาร์ไฟได้ถึง 4 ทุ่ม ชาร์จกี่ ชม. ก็ได้ โทรศัพท์กับแบตกล้อง 20 บาท ส่วน power bank 40 บาท

วันที่ 2 ตื่นเช้ามาตีห้า เพราะเจ้าหน้าที่นัดไว้ เพื่อไปผานกแอ่น เรามาสายสิบนาที ก็เดินตามๆ เพื่อนกลุ่มอื่นๆกันไปครับ กิโลกว่าๆ ก็ถึงแล้ว มาถึงคนเพียบเลย รอดวงอาทิตย์ขึ้น

ดวงอาทิตย์ขึ้น แสงผ่านช่องภูเขากระทบหมอก เป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน

ถ่ายกับชาวแก๊งค์ซะหน่อย

จากนั้นก็เดินทางกลับที่พักกัน

ระหว่างทางกลับเจอแสงสวยๆก็ถ่ายซะหน่อย

ไปจัดการธุระของตัวเอง และทานข้าว ด้านบนร้านอาหารเพียบราคาพอๆกันครับ มีหมูกระทะทุกร้าน ชุดละ 500 บาท ชุดนึงทานได้ประมาณ 3 คน แต่หมูกระทะเราไว้มื้อเย็น ตอนนี้ไปเช่าจักรยานปั่นเที่ยวกันดีกว่า  วันที่ 2 นี้ตั้งใจจะปั่นไปเก็บทุกหน้าผา จักรยานแบบเสือภูเขามีเกียร์ 360 บาท ส่วนแบบล้อใหญ่ 400 กว่าบาท ตอนเราไปล้อใหญ่หมด ก็เอาเสือภูเขาธรรมดาครับ ให้อุปกรณ์มาพร้อม ไฟฉายเขาจะมีบริการขากลับที่ผาหล่มสัก เพราะผาหล่มสักเป็นวิวมหาชนที่ต้องไปชมดวงอาทิตย์ตกครับ

เราปั่นกันไปที่พระพุทธเมตตา เพื่อความเป็ฯศิริมงคลก่อน และเป็นจุดที่ใกล้กับที่พักมากๆ

จากนั้นก็ปั่นต่อไปเดินลงไปนิดหน่อยจะเจอน้ำตกถ้ำใหญ่ ที่มีใบเมเปิ้ลสีแดงชวนให้เราต้องมาถ่ายรูปกัน

ปั่นไปอีกกิโลกว่าๆ ก็เจอสระอโนดาด ที่ว่ากันว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธ์เมื่อก่อนมีกินรีมาเล่นน้ำ

เราไม่เจอกินรี เจอแต่กินนอน ฮ่าๆๆ

แถวสระอโนดาดมีต้นสนสวยๆ ไว้ถ่ายรูปด้วยนะเออ

จากนั้นขับยาวไปที่ผานาน้อย ทานอาหารซึ่งมีอยู่ร้านเดียว และมีห้องน้ำบริการฟรี และถ่ายรูปหมู่ที่ผานาน้อยกันซะหน่อย

ปั่นไปด้านซ้ายของผานาน้อย จะเป็นผาจำศีล

ผาจำศีลจะเป็นลานกว้างๆ ไม่ค่อยมีอะไรบัง มองเห็นวิวได้กว้าง ภาพนี้แอบถ่ายเพื่อนตั้ม ที่เป็นเจ้าของทริปนี้

ใกล้จะเย็นแล้วเราต้องปั่นกลับไปทางผานาน้อย เพื่อจะไปหล่มสัก แต่ก็แวะถ่ายรูปข้างทางเรื่อยๆครับ

ถ่ายเฉพาะสาวๆบ้าง

และแล้วก็มาถึงผาหล่มสักคนเยอะมาก มุมถ่ายรูปมีจุดเดียว ต้องแย่งกัน นางแบบก็ไปต่อคิวถ่ายที่หน้าผา ช่างกล้องก็มาถ่ายอีกจุด บางคนเมื่ถึงคิวเพื่อนก็มาถ่าย ถ่ายเสร็จก็ออก บางคนก็แช่ยาวเลย ช่างภาพคนอื่นๆมาก็ไม่ได้ถ่ายกัน รบกวนเห็นใจช่างภาพคนอื่นด้วยนะครับ ใจเขาใจรา

เมื่อได้ภาพที่ต้องการแล้ว 6 โมงเย็นเราก็กลับครับ เจ้าหน้าที่จะแจกไฟฉายสำหรับจักรยานและตั้งขบวนเพื่อพากลับพร้อมๆกัน ถึงที่พักก็ประมาณ 2 ทุ่มกว่า

วันที่ 3 เป็นวันชิว ไม่ต้องตื่นเช้า เพราะเหนื่อยจากการเดินทางและต้องตื่นเช้าทุกวัน วันนี้เลยตืนสายกัน และ เตรียมตัวไปน้ำตกต่างๆ เราไปช่วงปลาย พ.ย. ฤดูหนาว น้ำค่อนข้างน้อย วันนี้เราจะเดินกันไปครับ

เดินไม่ไกลจากศูนย์บริการวังกวางก็จะเจอกับ น้ำตกวังกวาง ซึ่งน้ำตกเหลือน้อยมาก

แล้วเดินกันต่อไปถ่ายรูปที่น้ำตกเพ็ญพบใหม่ คือคนชื่อเพ็ญมาพบน้ำตกนี้ครับ เขาจะพบ 2 น้ำตก (อันนี้ไม่ได้มุกนะเรื่องจริง) มีต้นเมเปิ้ลด้วย แต่ร่วงหมดแล้วถ้าไม่ร่วงน่าจะสวยมากๆ

จากนั้นก็ตระเวนเดินชมป่าเรื่อยๆ เจอโพนพบ และมาเจอเพ็ญพบอีกแห่งหนึ่ง

ประมาณเกือบบ่ายสามแล้ว วันนี้เราจะไปดูดวงอาทิตย์ตกที่ผานาน้อย กับผาจำศีลครับ ทางกับก็ผ่านน้ำตกถ้ำใหญ่ เดินนานพอสมควรเลย ผ่านสระแก้วซึ่งดูแล้วไม่ค่อยมีอะไร จนมาถึงผานาน้อย เจอลูกของแม่ค้าที่นี่ เหมือนจะเหงา เลยเล่นกับน้องเขาหน่อย

มีเปลให้นอน เราก็นอนรอดวงอาทิตย์ตกครับ

จุดนี้ถ่ายช่วงดวงอาทิตย์ตกผมว่าสวยไม่แพ้หล่มสักเลย

และเดินไปผาจำศีลอีก 600 เมตร เพื่อชมดวงาทิตย์ตกและถ่ายรูป และเดินกลับที่พัก วันที่ 4 ก็เดินทางกลับครับ

ภูกระดึงเป็นที่คุ้นหูกันดี แม้คนไม่ชอบเที่ยวก็คงได้ยินชื่อนี้กันบ้าง แต่ผมไม่เคยมาเพราะปกติไม่ชอบเที่ยวที่คนเยอะๆ แต่สุดท้ายก็ได้มา และประทับใจที่นี่มาก อากาศดี ที่เที่ยว กิจกรรมเยอะ มีบริการต่างๆที่สะดวกสบาย เป็น 4 วัน 3 คืนที่จะอยู่ในความทรงจำอีกนาน ส่วนทริปต่อไปเราจะไปที่ไหน กดติดตามเพจ รีวิวตรัง กันไว้น้าา